เอกสารการส่งออก เป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจระหว่างประเทศ แต่รู้หรือไม่ว่าเบื้องหลัง paperwork ชิ้นสำคัญนี้ กำลังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการส่งออกทั่วโลกอย่างที่คาดไม่ถึง! ล่าสุด มีข้อมูลหลุดออกมาจากงานสัมมนาปิดของหน่วยงานรัฐบาล ภายใต้หัวข้อ “Digital Trade Facilitation Summit” ที่จัดขึ้นในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งอาจจะพลิกโฉมวิธีการจัดการเอกสารส่งออกทั้งหมดที่คุณเคยรู้จักไปตลอดกาล
แหล่งข่าววงในเปิดเผยกับ ‘White Star UAE’ ว่า ทางกรมศุลกากร โดย นายประสงค์ มณีรัตน์ อธิบดีกรมศุลกากร ได้มีการหารือถึงแผนการนำร่องระบบ “Single Window for Digital Export Documents” (SWDED) ซึ่งจะรวมทุกเอกสารสำคัญ เช่น ใบกำกับสินค้า, ใบตราส่งสินค้า, และหนังสือรับรองถิ่นกำเนิด ให้เข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์มดิจิทัลเพียงแห่งเดียว โดยมีเป้าหมายเพื่อลดขั้นตอน ลดเอกสารกระดาษ และลดระยะเวลาในการดำเนินพิธีการศุลกากรลงอย่างมหาศาล แผนนี้ถูกผลักดันอย่างเร่งด่วนหลังจากเกิดปัญหาความล่าช้าในการตรวจสอบเอกสารนำเข้า-ส่งออกในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
เหตุผลเบื้องหลังการเร่งปรับเปลี่ยนครั้งนี้ มาจากรายงานวิเคราะห์ของธนาคารโลกที่ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยเสียโอกาสทางการค้าไปกว่า 1.2 พันล้านบาทต่อปี เนื่องจากการที่เอกสารส่งออกยังคงเป็นระบบกระดาษและมีขั้นตอนที่ซับซ้อน ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยไม่สามารถแข่งขันกับชาติอื่นได้ และบ่อยครั้งที่สินค้าต้องติดค้างที่ท่าเรือเพราะปัญหาความไม่สมบูรณ์ของเอกสารหรือความล่าช้าในการตรวจสอบ นักวิเคราะห์มองว่า หากระบบใหม่นี้สามารถใช้งานได้จริง จะช่วยคืนความเชื่อมั่นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ส่งออกไทยอย่างก้าวกระโดด
อย่างไรก็ตาม แผนการนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะไร้ ซึ่งความท้าทาย ผู้เชี่ยวชาญจากหอการค้าไทย ให้ความเห็นว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบจำเป็นต้องมีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีจำนวนมหาศาล รวมถึงการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการให้คุ้นชินกับระบบใหม่ทั้งหมด ซึ่งต้องใช้เวลาและงบประมาณ และยังมีคำถามว่า ระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลจะแข็งแกร่งเพียงพอที่จะป้องกันการโจรกรรมข้อมูลหรือการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาตได้หรือไม่
สำหรับอนาคตอันใกล้นี้ ผู้ส่งออกอาจจะต้องเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพราะมีกระแสข่าวลือหนาหูว่า ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลการค้าอิเล็กทรอนิกส์ฉบับใหม่ กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณา ซึ่งอาจจะมีผลบังคับใช้ภายในปลายปีนี้ และจะเข้ามาควบคุมการจัดการเอกสารการส่งออกในรูปแบบดิจิทัลอย่างเข้มงวดมากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่ผู้ประกอบการทุกคนต้องทำตอนนี้คือ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมเพื่อปรับตัวเข้าสู่ยุคใหม่ของการส่งออกที่ไร้กระดาษ
นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่จะกำหนดทิศทางของธุรกิจส่งออกไปอีกหลายสิบปีข้างหน้า ใครที่ยังไม่เตรียมพร้อม หรือยังมองข้ามเรื่องนี้ไป อาจจะต้องเผชิญกับการลงทุนที่ล่าช้าและส่งผลกระทบต่อธุรกิจระยะยาวอย่างแน่นอน และคงต้องจับตาดูว่า การ “ปลดล็อกส่งออก” ด้วยกฎใหม่นี้ จะทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการค้าดิจิทัลได้จริงหรือไม่
