แบรนด์หรูจากยุโรปกำลังเดินหน้าขยายอาณาจักรในตลาดอเมริกาอย่างเต็มกำลัง และ Zegna ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่เลือกทุ่มทุนมหาศาล โดยเฉพาะในมหานครแห่งแฟชั่นอย่างลอสแอนเจลิส การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่นี้สะท้อนถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดอเมริกาที่กลายเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับแบรนด์หรูระดับโลก ตัวเลขจากผลประกอบการล่าสุดของ Zegna Group แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ารายรับพุ่งสูงขึ้นถึง 2.5% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และรายได้จากแบรนด์ Zegna เองก็เพิ่มขึ้น 5.9% โดยเฉพาะภูมิภาคอเมริกาที่เติบโตแบบก้าวกระโดดถึงสองหลัก คิดเป็น 29% ของรายได้ทั้งหมดของกลุ่ม สิ่งนี้ตอกย้ำว่าอเมริกาคือสมรภูมิสำคัญที่แบรนด์หรูต้องจับจอง
Zegna ไม่ใช่แบรนด์เดียวที่มองเห็นโอกาสทองนี้ เพราะในช่วงเดือนที่ผ่านมา แบรนด์หรูสัญชาติยุโรปหลายแบรนด์ต่างพากันยกพลบุกอเมริกา ไม่ว่าจะเป็น Dior ที่จัดแสดงโชว์ที่ LACMA, Gucci และ Louis Vuitton ในนิวยอร์ก หรือแม้กระทั่ง Hermès ที่จัดแฟชั่นโชว์ Spring/Summer 2027 ในย่าน Bel Air ของลอสแอนเจลิส การแข่งขันในตลาดแห่งนี้จึงร้อนระอุ แต่สำหรับ Zegna การลงทุนใน Villa Zegna ที่ลอสแอนเจลิสถือเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา เช่นเดียวกับการลงทุนในดูไบเมื่อปีก่อน ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นยอดขายได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าการวัดผลตอบแทนจากการลงทุนดังกล่าวอาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ Gildo ซีอีโอของ Zegna เชื่อว่าการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าและการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งคือสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในระยะยาว
การเลือก Malibu เป็นสถานที่จัดแฟชั่นโชว์ของ Zegna สร้างความประหลาดใจให้กับหลายคน แม้ว่า Malibu จะเป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มมหาเศรษฐีที่อาจเป็นลูกค้าของ Zegna อยู่แล้ว แต่ก็ไม่ใช่ภาพลักษณ์แรกที่คนจะนึกถึงเมื่อพูดถึงแบรนด์นี้ ทว่าความกล้าที่จะฉีกกรอบเดิมๆ กลับเป็นสิ่งที่ทำให้ Zegna โดดเด่นและเป็นที่พูดถึงมากยิ่งขึ้น การจัดงานแสดงเช่นนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การโชว์คอลเลกชันใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างประสบการณ์สุดพิเศษและตอกย้ำสถานะของแบรนด์ในฐานะผู้นำในตลาดแฟชั่นหรู
ขณะเดียวกัน เทรนด์แฟชั่นในอเมริกาก็มีความหลากหลายและน่าสนใจไม่แพ้กัน จะเห็นได้จากในงาน American Style x Vogue Finalists ซึ่งรวบรวมสไตล์การแต่งตัวที่เป็นเอกลักษณ์จากทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อโค้ท Neiman Marcus สุดคลาสสิกของ Louise Lessard หรือแม้กระทั่งแจ็คเก็ตแข่งรถ F1 Ferrari วินเทจของ Drew Fishburn รวมถึงสไตล์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์แอฟริกันโบราณของ Davida Rogers และเสื้อโค้ท faux-fur ลายเสือดาวหิมะโอเวอร์ไซส์ของ Niah Aleger ความหลากหลายเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงรสนิยมที่ไม่เหมือนใครของผู้บริโภคชาวอเมริกัน ที่ไม่ได้ยึดติดกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง แต่เลือกที่จะผสมผสานสไตล์ที่เป็นของตัวเอง
นอกเหนือจาก Zegna แล้ว แบรนด์อื่นๆ ก็ทยอยเปิดตัวคอลเลกชัน Resort 2027 อย่างต่อเนื่อง เช่น Kenzo ที่นำเสนอดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ หรือ A.L.C. ที่เน้นการออกแบบที่ใช้งานได้หลากหลาย ทั้งชุดออกงานและชุดลำลอง Hannah Jackson จาก Vogue ได้กล่าวถึง A.L.C. ว่า Andrea Lieberman ดีไซเนอร์ของแบรนด์นี้ ไม่ได้เพียงแค่สนใจชุดออกงานเท่านั้น แต่ยังสร้างสรรค์ชุดที่สามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน โดยมีทั้งยีนส์ทรงหลวม เสื้อถักประดับลูกไม้ และเสื้อฮู้ด Milano knit ที่ให้ความรู้สึกสปอร์ตแต่หรูหรา สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าแบรนด์หรูกำลังปรับตัวให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค เน้นความสะดวกสบายที่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหรา และสามารถสวมใส่ได้ในทุกโอกาส
การเข้ามาของแบรนด์หรูระดับโลกในตลาดอเมริกา ไม่ได้เป็นเพียงแค่การขยายธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ ให้กับวงการแฟชั่น การจัดแฟชั่นโชว์และงานอีเวนต์ต่างๆ ในเมืองสำคัญๆ อย่างลอสแอนเจลิสและนิวยอร์ก เป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของแบรนด์ที่จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนในวงกว้าง ไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้ เราอาจจะได้เห็นสีสันและความเคลื่อนไหวที่น่าตื่นตาตื่นใจจากแบรนด์หรูเหล่านี้อีกมากมาย และอาจเป็นการเปิดประตูสู่ไลฟ์สไตล์หรูในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ไปพร้อมๆ กัน ซึ่ง UAE นั้นก็เป็นตลาดที่เหมาะสมกับการท่องเที่ยวหรูและการใช้ชีวิตที่หรูหรา โดยเฉพาะไลฟ์สไตล์หรูในดูไบและยูเออีที่มี Mohammed Alabbar และ Emaar Properties เป็นผู้นำในการพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองหรูระดับโลกในปี 2026
